วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

VMWare Error Start Window ไม่ได้ ทำอย่างไร ??

พอดี Server VMWare ที่ผมดูแลอยู่เกิดมีปัญหา Start windows ไม่ได้ -*-
ผมก็หน้าเสียสิครับ ก็เลยลองหาวิธีแก้ดูจนไปเจอวิธีนี้มาครับ ขอบันทึกเอาไว้ในบทความนี้
กันลืมก็แล้วกัน

วิธีแก้คือให้เราไปที่ folder ที่จัดเก็บตัว VMWare ไว้ แล้วมองหา file หรือ folder
ที่ลงท้ายด้วย .lck หาเจอแล้วให้เราลบออกให้หมด -*- แค่นี้ก็เรียบร้อย
ก่อนลบอย่าลืม backup ไฟล์เหล่านั้นไว้ด้วยนะครับ กันไว้ก่อนครับ
แต่ผมลองแล้วไม่มีปัญหา

สาเหตุที่ VMWare Error เกิดมาจากเรา shutdown หรือ ปิด
ตัว Server หลักไปดื้อๆ ครับ เลยเกิดปัญหาเช่นนี้ ยังไงถ้าจะ Restart หรือ shutdown
Server หลัก ก็ให้เรามา Stop หรือ Shutdown ตัว Server ที่เป็น VMWare ก่อนครับ

ก็มีเท่านี้ล่ะครับสำหรับการแก้ปัญหา VMWare Error
สวัสดีครับ
read more "VMWare Error Start Window ไม่ได้ ทำอย่างไร ??"

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

โอเปอเรเตอร์ PHP

โอเปอเรเตอร์ PHP

โอเปอเรเตอร์เกี่ยวกับการคำนวณใน PHP

โอเปอร์เรเตอร์ความหมายตัวอย่างผลลัพธ์
+บวก$x=2;
$x+2;
4
-ลบ$x=2;
5-$x;
3
*คูณ$x=4;
$x*5;
20
/หาร15/53
%หารเอาเศษ5%21
++เพิ่มค่าตัวแปรไปอีกหนึ่ง$x=5;
$x++;
$x จะเท่ากับ 6
--ลดค่าตัวแปรลงไปอีกหนึ่ง$x=5;
$x--;
$x จะเท่ากับ 4


โอเปอเรเตอร์สำหรับการแทนค่าใน PHP

ให้ $x = 10; และ $y = 5;

โอเปอเรเตอร์ตัวอย่างความหมายผลลัพธ์
=$x=$y;$x = $y;$x มีค่าเท่ากับ 5
+=$x+=$y;$x = $x+$y;$x มีค่าเท่ากับ 15
-=$x-=$y;$x = $x-$y;$x มีค่าเท่ากับ 5
*=$x*=$y;$x = $x*$y;$x มีค่าเท่ากับ 50
/=$x/=$y;$x = $x/$y;$x มีค่าเท่ากับ 2
.=$x.=$y;$x = $x.$y;$x เท่ากับ 105 (.= เป็นการต่อท้ายด้วยตัวแปรทางขวามือ)


โอเปอเรเตอร์การเปรียบเทียบ PHP

โอเปอเรเตอร์ ความหมาย ตัวอย่าง
== เท่ากับ 5 == 8 คืนค่าเป็น เท็จ
!= ไม่เท่ากับ 5 != 8 คืนค่าเป็น จริง
< > ไม่เท่ากับ 5 < > 8 คืนค่าเป็น จริง
> มากกว่า 5 > 8 คืนค่าเป็น เท็จ
< น้อยกว่า 5 < 8 คืนค่าเป็น จริง
>= มากกว่าหรือเท่ากับ 5 >= 8 คืนค่าเป็น เท็จ
<= น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 <= 8 คืนค่าเป็นจริง


โอเปอเรเตอร์ที่ใช้ดำเนินการระดับบิต PHP

โอเปอเรเตอร์ชื่อตัวอย่าง
&&and$x=6;
$y=3;
($x < 10 && $y > 1); คืนค่าเป็น จริง
||or$x=6;
$y=3;
($x==5 || $y==5 ); คืนค่าเป็น เท็จ
!not$x=6;
$y=3;
!($x==$y); คืนค่าเป็น จริง
read more "โอเปอเรเตอร์ PHP"

ตัวแปร PHP

การตั้งชื่อตัวแปร PHP

การตั้งชื่อตัวแปรใน PHP ไม่จำเป็นต้องระบุชนิดของข้อมูล
เราสามารถสร้างตัวแปรเพื่อเก็บข้อมูลชนิดใดก็ได้ ตัวเลข ตัวหนังสื่อได้หมด
ซึ่ง PHP สามารถที่จะกำหนดให้เองว่าตัวแปรนั้นๆควรเป็นตัวแปรชนิดใด
โดยพิจารณาจากค่าที่กำหนดให้กับตัวแปรนั้นๆ

ข้อกำหนดในการตั้งชื่อตัวแปร PHP

- ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ หรือเครื่องหมาย _ เช่น $_myPHP
- สามารถใช้ตัวเลขร่วมกับชื่อตัวแปรได้ แต่ห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลข เช่น $value1
- ตัวพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ต่างกันถือว่าเป็นคนล่ะตัวกัน เช่น $abc,$ABC

การประกาศตัวแปร PHP

-ขึ้นต้นด้วย $ ตามด้วยชื่อตัวแปร ลงท้ายด้วยเครื่องหมาย ;

$myValue;

การกำหนดค่าของข้อมูล PHP

$ชื่อตัวแปร = ค่าของข้อมูล

ตัวอย่างเช่น

<?php

$sayHello = "Hello Wordl";
$number = 200;
$_number = 3.98;
$myValue1 = "PHP";

?>
read more "ตัวแปร PHP"

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

โครงสร้างของเอกสาร HTML

เอกสาร HTML เริ่มต้นด้วย <html> สิ้นสุดด้วย </html>
ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเอกสารจะต้องวางไว้ระหว่าง 2 Tag นี้ แบบนี้

<html>
.
.
.
.
</html>

องค์ประกอบในเอกสารจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ
- Head ส่วนหัวของเอกสาร
- Body ส่วนเนื้อหาของเอกสาร

Head ส่วนนี้จะอยู่ในช่วงหัวของเอกสารตามชื่อเลยครับ
โดยส่วนนี้ก็จะเริ่มต้นด้วย Tag <head> สิ้นสุดด้วย </head>
ปรมาณนี้ครับ

<html>
<head>
<title>ชื่อเอกสาร</title>
<meta...>
<style>
.
.
</style>
<link ...>
<script>
.
.
</script>
</head>
.
.
</html>

เรามาดู Tag ที่น่าสนใจ tag <meta>
tag <meta> เป็น tag ที่ใช้ได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ในลักษณะใด
เรามาดูอันที่แจ่มๆกัน

<meta http-equiv="refresh" content="..">

การกำหนด Attribute ในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการรีเฟรชตามวินาทีที่เรากำหนด เช่น

<meta http-equiv="refresh" content="4">

เอกสารจะรีเฟรชด้วยตัวเองทุกๆ 4 วินาที

มาดูอีกอันอันนี้จำเป็นมากสำหรับเอกสาร HTML

<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8">

นี่เป็นการกำหนด Attribute ของ Tag META ในลักษณะการกำหนดอักขระภาษาของเอกสาร HTML
โดยที่ charset=utf-8 เป็นมาตรฐานอักขระที่นิยมใช้ สามารถรองรับอักขระภาษาไทยได้ด้วย
ผมแนะนำให้ใช้ utf-8 ครับ ^^

ส่วนเนื้อหาของเอกสาร Body

ส่วน Body คือส่วนที่ใช้กำหนดเนื้อหรือรายละเอียดทั้งหมดของเอกสาร
โดย Tag Body เริ่มต้นด้วย <body> สิ้นสุดด้วย </body> แบบนี้ครับ


<html>
<head>
.
.
</head>

<body>

ส่วนที่เป็นเนื้อหา...

</body>

</html>


วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับเอาไว้จะมาเขียนต่อ
วันหน้าครับง่วงแระ - -"
read more "โครงสร้างของเอกสาร HTML"

รูปแบบของเอกสาร HTML

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

- Tag HTML เริ่มต้นด้วย < ตามด้วยชื่อ Tag ปิดด้วย >
เช่นแบบนี้ <html>,<body>

- Tag HTML โดยส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้น(Tag เปิด) และจุดสิ้นสุด (Tag ปิด)
เพื่อกำหนดช่วงของการจัดรูปแบบเอกสาร Tag ปิดจะเขียนเหมือนกับ Tag เปิด
แต่จะมีเครื่องหมาย / อยู่หน้าชื่อ Tag แบบนี้ </ชื่อ Tag>
เช่น </head>,</body>,</html>

- ใน HTML บาง Tag ไม่จำเป็นต้องมี Tag ปิดก็ได้เช่น <hr>,<br>

- Tag HTML มีสิ่งที่กำหนดคุณลักษณะ หรือส่วนขยาย ที่เรียกว่า Attribute ใส่ลงไปเพื่อกำหนด
สี,ขนาด,ความกว้าง,ความสูง เป็นต้น โดยในแต่ล่ะ Tag ก็จะมี Attribute เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน
ซึ่ง Attribute จะอยู่ใน Tag เปิดเท่านั้น รูปแบบการกำหนด Attribute ทำแบบนี้

<ชื่อTag Attribute1="ค่าที่กำหนด" Attribute2="ค่าที่กำหนด"... >

เช่น

<font size="18" color="red" >

เอาล่ะเท่านี้คงพอรู้ถึงรูปแบบเอกสาร HTML กันแล้ว
ในบทความหน้าเราจะพูดถึงโครงสร้างของเอกสาร HTML กัน
โปรดติดตามกันต่อไป...
read more "รูปแบบของเอกสาร HTML"

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำให้ Bing รู้จักเว็บไซต์ของคุณ

Bing คืออะไร .... -*- สรุปมันเป็น เสิร์ชเอนจิน (Search Engine)
ฮ่าๆๆ คู่แข่งกับ Google อ่ะครับรายนี้เป็นของ Microsoft

Bing ใช้ยังไง???? ลองใช้ดูเองครับไม่ยากเหมือนๆ Google อ่ะครับ
ใช้ Search รูป,บทความ,ข้อมูล,ไรต่างๆ ได้เหมือนๆกัน

ทำไมต้องทำให้ Bing รู้จักเว็บไซต์ของคุณ .... ก็ไม่แน่นะครับ
อนาคตเขาอาจจะเปลี่ยนไปใช้ Bing กันหมดก็ได้ แล้วถ้าเขาเสิร์ทไม่เจอเว็บคุณ
โอ้ววว เว็บคุณอาจจะถูกโลกลืมไปตลอดกาาาลละนาน เลยทีเดียว ฮ่าาาา -*-

โอเคมาเข้าเรื่องดีกว่า ทำยังไงให้ Bing รู้จักเว็บไซต์ของคุณ
เรื่องมีอยู่ว่าผมลองใช้ Bing Search หา Blog ของตัวเอง
ผมเปิด IE เคาะคีย์บอร์ดป๊ากๆๆ http://step-juice.blogspot.com
ป๊าบ ไม่พบผลลัพธ์สำหรับ http://step-juice.blogspot.com

-*- ป๊าดเว็บตูไม่อยู่ในสายตา Bing เลยเหรอเนี่ย -*- ฮ่าๆๆๆ
ขนาด Search จาก url ยังไม่เจอเลยแล้ว Search word ธรรมดาจะเจอเรอะ -*-
ไม่ยอมวุ้ย สุดท้ายผมไปได้ Link นี้มาครับ

http://www.bing.com/docs/submit.aspx

ฮ่าๆๆๆ เป็นหน้าสำหรับ add url หรือ website ของเราเข้าไปเพื่อให้ Bing รู้จักเว็บ หรือบล็อกของเราครับ
ลองดูนะครับ ผมก็เพิ่งลองวันนี้เอง แต่ add ไปแล้วไม่ใช้ว่าจะ Search เจอเลยนะครับ
ต้องรอมันหน่อยครับแต่ไม่รู้เมื่อไร -..-

โอเคพอแค่นี้ครับสำหรับบทความนี้
หวัดดีครับ
read more "ทำให้ Bing รู้จักเว็บไซต์ของคุณ"

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

Create Trigger By ApexSQL Audit

ตรวจจับการเคลื่อนไหวของข้อมูลใน Database SQL server 2008
ด้วยโปรแกรม ApexSQL Audit

การ Download ก็ Google เลยจ้า
การติดตั้งก็ไม่น่ายาก Nextๆ เลยจ้า ฮ่าๆๆๆ

เอาล่ะโปรแกรมพร้อมทุกอย่างแล้วก็มาลุยกันเลย

ขั้นตอนแรกให้เราเปิดโปรแกรม ApexSQL Audit ขึ้นมาครับ
โปรแกรมจะให้เราตั้งชื่อ Project ตั้งชื่อโปรเจคแล้วกด OK ดังภาพ



เลือก Database
Server: ในที่นี้ผมเลือก Local
Authentication: ในที่นี้เลือก SQL Server Authentication
User: ใส่ User ที่ใช้ในการจัดการ Database
Password: Pass ที่ใช้ในการจัดการ Database
Database: เลือก Database ที่จะทำการ Trigger
กด Connect ดังภาพ



......กด Run ไปเลยหน้านี้ -*-



มันจะขั้นแบบนี้ประมาณบอกว่า Add Architecture เสร็จแล้ว
ไม่ต้องสนใจปิดไปเลย -*-



มันจะกลับมาหน้า Add Architecture อีกก็ไม่ต้องไปทำไรกด ปิดไปเลย -*-
ทีนี้มันจะเข้าสู่หน้าหลักของโปรแกรมแล้ว list รายชื่อตารางขึ้นมา
ในที่นี้ผมมาอยู่ Table เดียวคือ tbl_phone ดังภาพ



ให้เราทำเครื่องหมายถูกหน้า Table ที่เราต้องการจะ Trigger แล้วเลือกว่าจะ
ติดตามการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดบ้าง
ในที่นี้ผมเลือก Insert,Delete,Update ตามรูป



จากนั้นให้เราทำการเลือก Fields ที่เราต้องการติดตามการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ดังภาพ



ทุกอย่างพร้อมให้เราคลิกขวาที่ Table เลือก Create Trigger
หรือกดปุ่มเขียวๆ ตัวนี้ >>

สักแปบมันจะสร้าง script ขึ้นมา จากนั้นจะนั่งดู script มันเล่นๆ หรือกด รันคำสั่งไปเลยก็ได้
เป็นปุ่มเขียวๆ เล็กๆ ด้านบนอ่ะครับ



หลังจากกดรันคำสั่งมันจะขึ้นมาบอกว่า script ทำงานแล้วนะ ตามภาพ



เมื่อ script ทำงานเสร็จ มันจะไปสร้าง Table ให้เราใน Database เพิ่มมาอีก สอง Table
เพื่อใช้เก็บ Log ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ เสร็จแล้วก็กดปิดๆ ให้มันไปอยู่หน้าหลักไว้ครับ

เดี๋ยวเรามาดูกันว่ามันจะจับเหตุการณ์ insert,delete,update ได้จริงหรือไม่

ให้เราลอง insert,delete,update ข้อมูลใน Table ดูครับ
เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้เราลอง Report ดูการเปลี่ยนแปลงของ Database ครับ
ให้เราไปตรง Outlook Bar > Report > > Standard Report
หาคำว่า Filter แล้วคลิกแรงๆ โปรแกรมจะแสดง Report ออกมาดังภาพ



เราสามารถ Report ออกมาเป็น Excel ได้ด้วยโดยมองหาสัญลักษณ์ของ
โปรแกรม Excel สีเขียวๆ หาไม่เจอให้ดูภาพด้านบนครับผมทำไฮไลน์ไว้แล้ว

....จบแล้วครับ หวังว่าทุกท่านคงได้อะไรไปบ้างไม่มากก็น้อยในบทความนี้นะครับ

ลาแล้วครับสวัสดีครับ
read more "Create Trigger By ApexSQL Audit"

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

Save (Not Permitted) Dialog Box SQL

เคยแก้ไขโครงสร้างฐานข้อมูลใน SQL Server 2008 ไม่ได้ใช่หรือไม่
โอ้ววว จอร์ทเรามีวิธี!!!! -*- (นับวันผมเริ่มจะบ้าขึ้นบ้าขึ้น)

ให้เราไปที่

Tools -> Options แล้วไปที่ [+] Designers -> หาคำว่า "Table and Database Designers"
แล้วก็เอาเครื่องหมายถูกออกหน้า คำว่า
"Prevent saving changes that require table re-creation". ดังภาพ



แค่นี้เองท่านก็จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างฐานข้อมูลได้แร้วววว ง่ายๆครับลองดู
read more "Save (Not Permitted) Dialog Box SQL"

Convert MySQL to MS SQL Server

วันนี้ผมจะมาแนะนำเทคนิคขั้นสุดยอด โค ตะ ระ เซียน
แปลงฐานข้อมูล MySQL เป็น MS SQL Server ด้วยโปรแกรม Full Convert Enterprise
NO ***TRIAL MODE*** แบบว่าไม่มีข้อความที่ไม่ได้มาจากฐานข้อมูลโผล่มากวนใจ
และที่สำคัญภาษาไทย 100% จ้า สุโค่ย!!! จริงๆ

แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายดาย และฟรีๆอีกต่อไป
ท่านต้องลงทุนลงแรงกันหน่อย เอาล่ะมาเริ่มกันเลยดีกว่า

โหลด Full Convert Enterprise ได้ที่ เซิร์ทหาเอาเองใน Google แร้วกัน -*-

วิธีติดตั้งโปรแกรม Full Convert Enterprise ........ -*-
ลงเองก็น่าจะเป็นอยู่มั้ง Next ๆๆๆ อย่างเดียวอ่ะ แร้วเลือกแบบ ไม่ Active Code
ไม่ใช่ไรผมลงไปแล้วไม่ได้ SS ไว้ -*- (10 บรรทัดตูยังไม่ได้ไรเลยนะ (ท่านผู้อ่านโวย))

เริ่มๆๆ เริ่มแล้วจริงๆ นะ ^^"

ขั้นตอนแรก หลังจากลงโปรแกรมเสร็จ ให้เปิดโปรแกรมขึ้นมา
โปรแกรมจะมีรูปร่างหน้าตาประมาณนี้ครับ



คลิกที่ Create new conversion
จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกว่าจะแปลงจาก Database ค่ายไหนไปค่ายไหน
ในที่นี้เลือก MySQL จากนั้นกรอกข้อมูล Server MySQL ให้เรียบร้อย

Server: ชื่อ Server ของคุณค่าเริ่มต้นจะใส่ให้เป็น localhost
3306: เป็นเลขของ port ที่ใช้ติดต่อกับ MySQL ปกติคือ 3306
Username: User ที่เป็น admin ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล
Password: Pass ของ admin ที่ใช้ในการจัดการฐานข้มูล
Database: ชื่อ Database ที่จะทำการ Convert เป็น MS SQL Server

หมายเหตุ: ควรสร้าง Database ที่เป็นตัวเปล่าๆไว้ใน MS SQL Server รอไว้ก่อน
ส่วนวิธีสร้าง สร้างยังไง สร้างเป็นอยู่มั้งไม่งั้นจะ Convert ไปทำไม -*-
จัดการให้เรียบร้อยแล้วกด Next ไปดังภาพ



จากนั้นให้เลือกชนิด Database ที่จะ Convert ข้อมูลไปใส่ ในที่นี้เลือก SQL Server

ทำเครื่องหมายที่ SQL Server
Username: User ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล SQL Server
Password: Pass ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล SQL Server
Databases: เลือกชื่อ Database เปล่าๆที่เตรียมไว้ใส่ข้อมูลหลังจากที่ทำการ Convert

จัดการให้เรียบร้อยแล้วกด Next ไปดังภาพ



เลือก Table ที่ต้องการ Convert ในที่นี้ผมเลือกทั้งหมด
ถ้าท่านไม่เอาทั้งหมดก็คลิกเลือกที่ Table แล้วกดลูกศรมาทาง ซ้าย
เพื่อเป็นการยกเลิก Table ตัวนั้น
จัดการให้เรียบร้อยแล้วกด Next ดังรูป



มันจะบอกว่าคุณเลือก มากี่ Table ถ้าเช็คดูเรียบร้อยแล้ว
ก็กด Convert!!!! โอ้ววว ดังภาพ



จากนั้นมันจะขึ้นมาด่าเราว่า เฮ้ยเอ็งใช้เวอร์ชั่นทดลองอยู่นะ
อย่าไปแคร์ -*- กด Continue เลย!!! ดังภาพ



จากนั้นรอมัน convert แปบนึง ดังภาพ



เสร็จแล้ว!!! ซะเมื่อไรนี่มันเพิ่งจะเริ่มต้น
มันจะขึ้น list Table ที่เรา Convert ไปเมื่อสักครู่ครับ
ให้เราคลิกที่ชื่อ Table แล้วกด Show data ข้อมูลก็ที่ Convert แล้วก็ออกมาให้เห็นดังรูป



XX: อ้าวเห้ย!!! ยังมีคำว่า ***TRIAL MODE*** อยู่เลย หลอกตูเหรอแสด
OO: อยากให้ไม่มีก็ไปซื้อเอาสิว๊าา -*-

ไม่ช่ายยย ยังๆๆยังไม่เสร็จมาดูกันต่อ

ตอนนี้เราก็ได้ ฐานข้อมูลที่เป็น SQL Server แล้ว
ให้เราเปิดโปรแกรม MS SQL Server ขึ้นมาแล้วเปิดดูข้อมูล
ใน Table ดูสักอัน แล้วจะเห็นว่ามันยังมีคำว่า ***TRIAL MODE*** อยู่ -*-

เอาว่ะไหนๆก็ไหนๆ แล้วลบข้อมูลแม่มออกให้หมดเลย
ผมใช้คำสั่ง SQL DELETE ข้อมูลในตารางออกให้หมดแบบนี้เลย



จากนั้นผมก็ไป Export data ของ MySQL มาโดยใช้ phpmyadmin
เลือกติ๊ก insert เต็มรูปแบบ แล้วก็ไม่ติ๊ก backquotes (`)
แล้วผมก็ Copy คำสั่ง INSERT ทั้งหมดมาวางในตัว QUERY ของ SQL SERVER
แล้วกด Execute รันคำสั่ง INSERT ซะ!! ดังภาพ



ว่ะ5555 แค่นี้เราก็ได้ ข้อมูลชุดใหม่ที่ไม่มี ***TRIAL MODE*** เข้ามากวนใจ
ไม่เชื่อลอง SELECT ขึ้นมาดูก็ด้ายย มีรูป



แหะๆๆ เอาจนได้ครับออกจะเป็นวิธีที่กำปั่นทุบดินไปซะหน่อย
ความจริงสร้างตารางใหม่ใน MS SQL Server แล้ว COPY SQL INSERT
มาเลยไม่เร็วกว่าเหรอ ฮ่าๆๆๆ ผมก็ว่างั้นแหละ -*-

เอาล่ะเสร็จเรียบร้อย
ผมต้องรีบหนีก่อน เดี๋ยวโดนผู้อ่านรุมยำ
ไปแระ หายย....
read more "Convert MySQL to MS SQL Server"

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

โปรแกรมแรก Hello World

เอาล่ะครับถึงเวลาที่เราจะลงมือเขียนโปรแกรมภาษา PHP กันแล้ว
แต่ก่อนที่จะลงมือเขียนโปรแกรมให้ท่านติดตั้งตัว Appserv
เพื่อใช้ในการประมวลผลคำสั่ง PHP

วิธีการติดตั้ง Appserv ดูได้ที่นี่ครับ
http://step-juice.blogspot.com/2010/01/appserv.html

เอาล่ะถ้าทุกอย่างพร้อมแล้วเรามาดูโปรแกรมแรกที่ผมจะแนะนำครับ

<?

echo "Hello World";

?>

ฮ่าๆ อะไรจะง่ายแท้

รัน Code ภาษา PHP ยังไง

ให้เราเปิดโปรแกรม Notepad ขึ้นมาแล้วพิมพ์ Code ตามด้านบน
หรือจะ Copy ไปวางก็ได้ครับ แล้ว save เป็น .php ให้เรียบร้อย

โดยส่วนใหญ่ code php ต้องเก็บไว้ภายใต้ Directory C:\AppServ\www
หรือ ต้องเก็บ code ไว้ใน Folder ที่เราติดตั้ง AppServ และใน www อีกที

เราควรแยกเก็บ code ไว้ให้เรียบร้อยครับ ในที่นี้ผมสร้าง Folder testcode ไว้ใน www อีก
ฉะนั้นเวลาผม Save ผมก็ Save ไว้ตามพาทดังนี้ครับ C:\AppServ\www\testcode\hello.php

แล้วเวลารันคำสั่งก็ให้เราเปิด Internet Explorer ขึ้นมาจากนั้นพิมพ์ URL เป็น
http://localhost/testcode/hello.php แบบนี้ครับ
แต่ถ้าผม Save ไว้ใน Folder อื่นเช่น C:\AppServ\www\codephp\hello.php
เวลารันก็จะต้องพิมพ์ URL เป็น
http://localhost/codephp/hello.php แบบนี้ครับ
ฉะนั้น save ไว้ใน Folder ไหนก็พิมพ์ชื่อ Folder ตามหลัง http://localhost/ แค่นี้เองครับ

หมายเหตุถ้ารันผ่านชื่อ http://localhost ไม่ได้ก็ให้ใส่เป็น IP แทนเช่น
http://127.0.0.1 แบบนี้ครับ

ผลลัพธ์ของโปรแกรมก็คือ จะปรากฏคำว่า Hello World ออกมา

Hello World

อธิบายโปรแกรม

echo คือคำสั่งเพื่อใช้แสดงผลลัพธ์ใน PHP
เมื่อผมเขียน echo "Hello World";
โปรแกรมจแสดงคำว่า Hello World ออกมาครับ

เราสามารถใช้คำสั่งเพื่อแสดงผลได้ 3 แบบคือ
1. echo
2. print
3. printf

ลองเปลี่ยนจากคำว่า echo เป็นแบบอื่นดูก็ได้ครับใช้ได้เหมือนกัน
read more "โปรแกรมแรก Hello World"

PHP คืออะไร

-PHP ย่อมาจาก PHP Hypertext Preprocessor
-PHP เป็น script ที่ประมวลผลทางฝั่ง server แล้วส่งผลลัพธ์ไปแสดงยัง
ไคเอ็นต์ ผ่านทางบราวเซอร์
-PHP สามารถประมวลผลผ่านทางโปรแกรม Apache,
Microsoft Internet Information Services (IIS) และอื่นๆ -*- อีกมากมาย
-PHP สามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการหลักๆ ได้เกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Windows,Linux เป็นต้น
-สามารถแทรก script PHP ลงใน HTML ได้
-ไม่สามารถมองเห็น script PHP จากทางฝั่งไคเอ็นต์ได้

เอาไว้ผมคิดอะไรออกอีกผมจะมาบอกต่อแล้วกัน แหะๆ

รูปแบบการเขียนโปรแกรม PHP ที่นิยมใช้กันมีดังนี้

1 แบบที่แรก -*-

<?

คำสั่งในภาษา PHP

?>

คือเขียนคำสั่งภาษา PHP ไว้ภายใน Tag <? ?> นั้นเอง

2 แบบที่สอง -*-

<?PHP

คำสั่งในภาษา PHP

?>

คือเขียนคำสั่งภาษา PHP ไว้ภายใน Tag <?PHP ?> นั้นเอง

ส่วนใหญ่ก็เขียนกันสองแบบนี้ล่ะครับ
เอาล่ะครับบทความนี้เอาไว้เท่านี้ครับ
พบกันใหม่บทความหน้าครับ
read more "PHP คืออะไร"

การติดตั้ง Appserv

Appserv คือโปรแกรมที่รวมเอา Open Source Software หลายๆตัวมารวมกัน
เป็น Package โดยมี Software ต่างๆดังนี้
  • Apache
  • PHP
  • MySQL
  • phpMyAdmin

ลง Appserv ทีด้วยได้โปรแกรมที่จำเป็นในการทำเว็บ server ได้สบายๆเลยครับ

ก่อนอื่นให้ไป Download โปรแกรม Appserv
จากเว็บไซต์ http://www.appservnetwork.com/
เลือกเวอร์ชั่นในการ Download ตามสบายได้เลยครับ

หลังจากที่ดาวน์โหลดโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จะได้ไฟล์ชื่อประมาณนี้ครับ appserv-win32-x.x.x.exe ตามแต่เวอร์ชั่นครับ

ขั้นตอนการติดตั้ง

1 ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ appserv-win32-x.x.x.ex เพื่อติดตั้งโปรแกรมจะปรากฏหน้าจอดังรูป



2 อ่านเงื่อนไข และข้อตกลง ถ้ายอมรับเงื่อนไข หรืออ่านไม่ออกก็กด I Agree เลยครับ



3 เลือกว่าจะติดตั้ง Appserv ไว้ที่ใด มันเลือกให้เราติดตั้งไว้ที C:\AppServ ถ้าอยากลง Appserv
ไว้ที่อื่นก็กด Browse แล้วเลือกตามใจต้องการครับเมื่อเลือกได้แล้วก็กด Naxt> เพื่อเข้าสู่การติดตั้งต่อไป



4 เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง แนะนำให้เลือกทั้งหมดเลยครับ

-Apache HTTP Server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Web Server
-MySQL Database คือ Database Servr
-PHP Hypertext Preprocessor คือ โปรแกรมที่ทำหน้าประมวลผลการทำงานของภาษา PHP
-phpMyAdmin คือ โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL ผ่านเว็บไซต์



5 กรอกข้อมูล server ของคุณ

Server Name: คือชื่อ server ของท่าน เช่น www.appservnetwork.com
แต่ถ้าทำเป็น server จำลองทดสอบ script เล่นก็ใส่เป็น localhost ครับเขานิยมใส่กัน
Administrator's Email Addres: คือที่อยู่ Email ของผู้ดูแลระบบ เช่น localhost@localhost.com
HTTP Port: คือ Port ที่เรียกใช้ Apache Web Server ค่ามาตรฐานคือ 80



6 กรอกพาสเวิร์ด Root สำหรับ MySQL Server

Enter root password: พาสเวิร์ดสำหรับการเข้าใช้ฐานข้อมูลของผู้ดูแลระบบ
Re-enter root password: ป้อนพาสเวิร์ดซ้ำอีกครั้ง
Character Sets and Collations: กำหนดภาษาสำหรับฐานข้อมูล แนะนำให้ใช้ UTF-8 ตามรูปครับ
Old Password Support: ติ๊กๆไปเถอะครับ -*-
Enable InnoDB: ติ๊กไว้แยอะๆดีที่สุด -*-



7 เสร็จแร้วกด Finish เลยครับ service ของ Apache และ MySQL จะทำงานหลังจากกด Finish ครับ



ลองทดสอบ server ของเราดูครับโดยการเปิด internet explorer ขึ้นมาแล้วพิมพ์ชื่อ server ของเรา
อย่างของผมก็พิมพ์
http://localhost
หรือจะใส่เป็น IP แบบนี้ก็ได้ครับ
http://127.0.0.1

ถ้าติดตั้งสำเร็จไม่มีอะไรผิดพลาดจะขึ้นหน้าเว็บดังรูปด้านล่าง

read more "การติดตั้ง Appserv"

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

การติดตั้ง VtigerCRM

VtigerCRM คืออะไร

เอาไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลัง -*- แหะๆ
ขอแนะนำขั้นตอนการติดตั้งก่อนแล้วกัน

ขั้นตอนแรกให้เราไป Download ตัว VtigerCRM มาติดตั้ง

Url ที่ใช้ในการดาวน์โหลด

http://sourceforge.net/projects/vtigercrm/files/vtiger%20CRM%205.1.0/vtigercrm-5.1.0.tar.gz

ลิงค์ดาวน์โหลดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าโหลดไม่ได้
ก็เข้าเว็บ www.google.co.th พิมพ์ download VigerCRM เลยจ้า อิอิ

เมื่อดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้วเราจะได้ไฟล์ที่มีชื่อว่า.....
vtigercrm-5.1.0.tar ให้ใช้โปรแกรมคลาย Zip คลายออกจะได้ Folder ที่มีชื่อว่า....
vtigercrm ให้เรานำ Folder ตัวนี้ Copy ไปไว้บน server ได้เลยครับ
หรือจะเปลี่ยนชื่อให้มันก็ได้ครับ มันไม่ว่าอะไร แหะๆ

หลังจากนำไฟล์ขึ้น server เรียบร้อยแล้วต่อไปก็เป็นขั้นตอนการติดตั้งครับ
ให้เราพิมพ์ url ตามที่ได้นำไปวางไว้ครับ ของผมจะเป็นแบบนี้

http://localhost/vtigercrm

ถ้าไม่มีไรผิดพลาด มันจะเข้าสู่หน้าการติดตั้งครับ แบบนี้



คลิกที่ Install เพื่อเข้าสู่การติดตั้ง VtigerCRM ^^



คลิก Next >> อย่างรวดเร็วครับ ภาษาอังกฤษอ่านไม่ออกต้องรีบหนี -*-



นี่จะเป็นหน้าสำหรับเช็คความถูกต้องว่า server ของเรา config ตรงตามที่ VtigerCRM ต้องการหรือไหม
หาก server ของเรา config ผ่านหมด จะไม่มีตัวแดงปรากฏ และจะมีคำว่า.....
You PHP directives have the Recommended values.
แบบนี้ขึ้นมาบอกครับว่า server config ผ่านครับ

ถ้าไม่ขึ้นแบบนี้ แต่ขึ้นตัวแดงๆ ก็ไปตามแก้ใน PHP.ini ให้ตรงตามความต้องการของ VtigerCRM ครับ
VtigerCRM จะได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ^^

config ของ PHP.ini ตามความต้องการของ VtigerCRM



แต่ก็ลองอ่านๆ ดูด้วยนะครับว่า config บางตัวมันจำเป็นต้องแก้หรือเปล่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำตามมันก้ได้ครับ



เลือก Moduls เสริมของ VtigerCRM เลือกให้หมดแล้ว Next >>> ไปเลยครับ แหะๆ



Host Name: ชื่อโฮสดาต้าเบส จะใส่เป็น IP ก็ได้ครับ
User Name: User Name ที่ใช้ติดต่อฐานข้อมูล
Password: พาสที่ใช้ติดต่อฐานข้อมูล
Database Name: ชื่อดาต้าเบส
ผมติ๊กเครื่องหมายถูก หน้า Create Database(Will drop if the database if exists)
เพื่อให้ลบ Database ชื่อนี้ออกไปเลย ถ้ามี Database ชื่อนี้อยู่แล้ว ไม่ติ๊กก็ได้ครับ
Root Username: User ที่เป็น Root -*-
Root Password: พาสของ Root -*-

URL: ใส่ URL ที่ติดตั้ง VtigerCRM จ้า
Currency Name: สกุลเงินมีของไทยด้วยผมเลือก Thailand,Baht

Username:
ตอนแรกมันให้มา 2 User ครับคือ
admin กับ standarduser

ก็ใส่ Password ให้กับทั้งสอง User
ใส่ Email ด้วยครับ ให้ใส่ตามจริงนะครับ
Vtiger จะส่งรายงานต่างๆมาให้ตาม Email ที่ท่านกรอกเข้าไปครับ

เสร็จแร้วกด Next >> ไปเรย



Next >> ต่อปายย



Next >> ต่อปายย



รอมันติดตั้งแปบหนึ่งครับ



เสร็จแร้วจ้า กด Finish เลย!!!



ลอง login เข้าสู่ระบบดูครับ ใส่ user pass ตามที่ตั้งไว้ในขั้นตอนการติดตั้ง



นี่คือหน้าแรกของระบบ VtigerCRM ครับ

ติดตั้งกันเสร็จสักที
ในบทนี้คงพูดเฉพาะการติดตั้งตัว VtigerCRM เท่านั้น
ส่วน Vtiger ทำอะไรได้บ้าง ใช้งานยังไงนั้น คงต้องติดตามต่อในบทความหน้าครับ

สวัสดีครับ
read more "การติดตั้ง VtigerCRM"

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

การสร้างเอกสาร HTML

ในบทแรกเราได้รู้จักกับ HTML ไปแล้ว ฉะนั้นในบทนี้เราจะมาดูว่า
เขาสร้างเอกสาร HTML ให้ออกมาเป็นเว็บไซต์ได้ยังไง

ก่อนอื่นเรามาดูว่ามีโปรแกรมอะไรที่ใช้สร้างเอกสาร HTML ได้บ้างดังนี้ครับ
  1. Notepad
  2. EditPlus
  3. Dreamweaver
  4. และอื่นๆ
แต่ในที่นี้เราจะใช้ Notepad ในการเขียน Code HTML
เพราะมันมีมาให้ในเครื่องอยู่แล้ว สำหรับคนที่หาโปรแกรม
Notepad ไม่เจอผมแนะนำให้ไปที่............

Start >> Run >> แล้วพิมพ์คำว่า Notepad จานั้นกดปุ่ม Enter ครับ

โปรแกรมก็จะเด้งขึ้นมาอัตโนมัติ

เมื่อเปิดโปรแกรม Notepad ขึ้นมาเรียบร้อยแล้วให้เราพิมพ์ Code HTML
ตามตัวอย่างต่อไปนี้ครับ


<html>
<head>
<meta http-equiv=Content-Type content="text/html; charset=utf-8">
<title>ทดสอบสร้างเอกสาร HTML</title>
</head>
<body>
สวัสดีครับ นี่คือหน้าเว็บที่ถูกสร้างมาจาก Code HTML
<body>
</html>

เมื่อเขียน Code เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ไปที่

File >> Save As
โปรแกรมจะขึ้นหน้าต่างมาดังภาพ



File name: ให้เราตั้งชื่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเท่านั้น
รูปแบบการตั้งชื่อคือ ชื่อไฟล์ตามด้วย .html เช่น hello.html ดังภาพด้านบน
Save as type: ให้เราเลือกเป็น All Files ดังภาพด้านบน

เลือกที่จัดเก็บให้ดีดี แนะนำให้สร้าง Folder ใหม่ไว้ใช้สำหรับจัดเก็บเอกสาร HTML
ต่างหากเลยจะดีกว่าครับ เลือกได้แล้วก็กด Save แรงๆ เลยครับ - -
เพียงแค่นี้เราก็จะได้เอกสาร HTML ออกมา
จากนั้นลองดับเบิ้ลคลิก หรือภาษาไทยเรียกว่าคลิกสองที ^^ (คลิกซ้ายนะครับ แหะๆ)
ก็จะได้ผลลัพธ์ดังรูปด้านล่างเลยครับ

ผลลัพธ์




อธิบาย Code

เรามาดูที่บรรทัด 03

<meta equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8">

บรรทัดนี้ใช้กำหนดรูปแบบของตัวอักษร เห็นตัวแดงๆคำว่า utf-8 ไหมครับ
นี้คือรูปแบบมาตรฐานที่เขานิยมใช้กัน ผมฟันธง และ คอนเฟิร์มให้ใช้ utf-8 ครับ -*-

ทำไมต้องกำหนดรูปแบบของตัวอักษร อ่าาา ก็เพราะป้องกันไม่ให้เว็บแสดงภาษาต่างดาวครับ
ถ้าอยากเห็นความแตกต่าง ลองลบ Code บรรทัดที่ 03 ออกแล้วนำไปเปิดกับ Fire Fox ดูครับ
จะเห็นว่าภาษาไทยกลายเป็นภาษาต่างดาวไปซะอยางนั้น
ส่วน Code บรรทัดอื่นๆ ผมจะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกันภายหลัง

ในบทนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนครับ
พบกันใหม่ในบทความหน้า

สวัสดีครับ
read more "การสร้างเอกสาร HTML"